Kurara Journal 045 : ระบาย+สังคมใหม่ๆ

posted on 11 Jul 2010 15:33 by kurara-visualkeigirl

เปิดเทอมมาเดือนกว่าๆแล้ว

เพิ่งจะได้เขียนบล็อคกับเขาซักที

ตอนนี้ก็เรียนอยู่ ปวส. ที่เดิมค่ะ

ตัดสินใจไม่เรียนต่อด้านโรงแรม 

เลือกสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆดีกว่า (ทำไมไม่คิดให้เร็วกว่านี้วะคะ?)

 

สังคมที่ผ่านมา 3 ปีก่อนนี้ก็ดูไม่ดีเท่าไหร่

แน่นอน.. ไม่โดนเม้าท์จนเสียหลัก ก็จิกกัดกันได้อย่างไม่เกรงใจ

จะว่าขวัญอีโก้สูงจนน่าหมั่นไส้ก็ได้ 

คนเราก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน 

หนีมาเจอเพื่อนดีกว่าเดิมก็ดีใจจะแย่แล้ว 5555+

พวกตอแหลน่ะ ไปให้พ้นๆหน้าเลยยิ่งดี 

 

เพื่อนที่เอาแต่ใส่หน้ากากเข้าหากัน เห็นแล้วเสื่อมไส้ได้อีก

ต่อหน้าอย่างนึง ลับหลังก็พูดอีกอย่าง 

ตอแหลกันเข้าไปสิ 

 

อย่านึกว่าตัวเองดีนะคะ ขอร้องเลย

ไม่อยากดูถูก แต่หล่อนน่ะ  "ต่ำยิ่งกว่าสก๊อยงานวัดอีก"

 

สะเทือนถึงใครไม่รู้ อย่ามาร้อนตัวแล้วกัน 

ไม่พูดด้วย ไม่ใช่หยิ่ง 

 

แ ต่ รั ง เ กี ย จ

Kurara Journal 044 : กลับมาแล้วค่ะ~~

posted on 12 Jun 2010 00:31 by kurara-visualkeigirl

หลังจากที่ขวัญดองบล็อคมาตั้งหลายเดือน คราวนี้ก็ถึงเวลาอัพบ้างอะไรบ้างนะคะ
เปิดเทอมมาได้อาทิตย์กว่าๆก็เริ่มมีอะไรดีๆเข้ามาให้เห็น
สุดท้ายก็ตกลงปลงใจไว้ว่าเรียน ปวส. สาขาคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ที่เดิม
การเรียนเป็นไปอย่างสนุกสนาน เหมือนกับว่าตัวเองได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
(แหงสิ จบ ปวช.โรงแรม มาเรียนคอมซะอย่างงั้น)
รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้นิดๆหน่อย
มองไปแวบเดียวก็รู้สึกว่าเพื่อนในห้องไม่มีคำว่าเฟคเหมือนตอนที่เรียน ปวช.
ประมาณว่าใช้เวลาไปแค่ 3 วันก็สนิทกับเพื่อนทั้งห้องได้โดยไม่ต้องกลัวอะไร
(อีคนเฟคตัวแม่มันแยกย้ายกระจัดกระจายไปหมดแล้วจ้า~~)

เข้าเรียนแรกๆ ขวัญก็กลัวนะ กลัวมากด้วย
กลัวว่าบทเรียนจะยากเกินจนเรียนไม่ไหว กลัวว่าจะเข้ากันกับเพื่อนๆไม่ได้
กลัวว่าตัวเองจะถูกลอยแพอยู่คนเดียว
(ทำเหมือนไปเรียนที่ใหม่ไปได้ 555+)
แต่ไม่น่าเชื่อ เพื่อนๆเป็นกันเองยิ่งกว่าที่คิด
เพื่อนๆส่วนใหญ่ก็เคยเจอๆกันแล้ว แต่ไม่ได้คุยอะไรจริงจังขนาดนั้น

มีหลายเรื่อง ที่ขวัญเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง หรือเพราะว่าโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ไม่รู้เนอะ

เล่าเรื่องวันนี้กันดีกว่าค่ะ
วันนี้เป็นวันเดียวที่เลิกช้าที่สุด (บ่าย 3 ครึ่ง)
3 คาบสุดท้ายงมไปกับเครื่องคอมพังๆ 1 ตัว
เรื่องของเรื่องคืออาจารย์ให้งานกลุ่ม 1 ชิ้น กับ คอมพังๆ 1 ตัว
ทำยังไงก็ได้ให้ซ่อมได้เหมือนเดิม
เป็นโชคร้ายของกลุ่มเรา ที่ได้คอมที่เสียแล้วเสียอีก
เปลี่ยนเครื่องใน(Power Supply, Ram,HDD)ไปรอบนึงแล้วก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น
เห็นกลุ่มอื่นมันเสร็จกันไปหลายกลุ่ม เอาเถอะ
ถือว่าฟาดเคราะห์ไปเจอเครื่องคอมเจ้าปัญหาแล้วกันเนอะ

หลังจากเลิกเรียนแล้ว ข.ขวัญกำลังจะเดินกลับบ้าน
ก็เห็นแหม่ม 2 คนถือแผนที่แล้วทำหน้างงๆ จับใจความได้ว่าจะไปพารากอน
ด้วยพื้นฐานภาษาอังกฤษแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน พูดเท่าไหร่ก็เข้าใจไม่ตรงกัน
ตัดสินใจพาแหม่มเดินไปพารากอนซะเลย ตัดปัญหาให้หมดเรื่องไป
ระหว่างที่เดินทางนั้นก็เห็นซาก CTW ที่เหล่าคนจัญไรได้ทำลาย
ไปเห็นที่ Hang Out หลังเลิกเรียนโดนเผาเป็นตอตะโก
บอกตามตรงนะ  เห็นแล้วจะร้องไห้

ได้แต่หวังว่า "ขอให้ CTW กลับมาเป็นศูนย์รวมของแหล่งช้อปปิ้งที่ทันสมัยที่สุดเหมือนเดิม"

edit @ 12 Jun 2010 00:32:22 by Kurara_VII

Kurara Journal 043 : HBD to me~~~ แก่ลงอีกปีแล้ว 55+

posted on 14 May 2010 17:05 by kurara-visualkeigirl

คุราระจัง

วันนี้ตัวเธอก็แก่ลงอีกปีแล้วสินะ

อายุ 18 แล้ว ทำอะไรก็คิดหน้าคิดหลังบ้างอะไรบ้าง

จะเป็นผู้ใหญ่ดีๆทั้งที ทำตัวให้เป็นประโยชน์หน่อยสิจ๊ะ

 

edit @ 14 May 2010 17:33:32 by Kurara_VII

เอนทรี่นี้กะฟาด 2 เรื่อง

หลังจากกลับจากต่างจังหวัดแล้วคิดเรื่องได้เยอะ แต่ไม่กล้าเรียบเรียง

 

ถามว่าที่บ้านญาติมีร้านเน็ตมั๊ย?   ก็มี

แต่เวลาจะเขียนเรื่องแต่ละเรื่อง ต้องนั่งบิวด์อารมณ์อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนถึงจะเขียนได้

หรือไม่ก็ทำยังไงก็ได้ให้สมองปลอดโปร่ง ไม่มีสิ่งรบกวนนอกจากเพลงที่เราเปิดฟัง

ใครเคาะประตูห้องหรือโทรมาหาก็ไม่ได้เชียวนะ 5555+

 

นอกเรื่องกันมาเยอะแล้ว มาถึงเรื่องแรกของเราค่ะ

 

ค่านิยมการเลือกคู่ส่วนใหญ่ของสาวไทย

ทำไม ทำไม๊ ทำไม  สาวๆทั้งภูธรและนครบาลถึงได้นิยมของนอกกันนัก

ก็จริงอยู่ที่ชาวต่างชาติเค้าไม่หล่อ แต่รวย ดูแลได้ (บางคนก็หล่อโฮกกก)

ส่วนใหญ่เมียฝรั่งก็จะเป็นมาตรฐานสาวที่ราบสูงนั่นแหละ

บางบ้านมีลูกสาวก็ยังอยากให้มีแฟนเป็นฝรั่งเลย

นี่ถ้าคลุมถุงชนกับฝรั่งได้ก็ทำไปนานแล้วมั๊ง?

จริงอยู่ ที่อดีตรักจะเจ็บปวดขนาดไหน

"ความรักกินไม่ได้" อันนี้ก็ไม่เถียง

แต่อย่ามาฝังค่านิยมอย่างงี้กับคนรุ่นหลังดีกว่ามั๊ย

สาวไทยบางคน พอมีแฟนฝรั่งแล้วดัดจริตขึ้นทันตา เทสต์สูง เรื่องมาก เหมือนกับตัวเองเป็นไฮโซ

 ดูไฮโซก็แค่ตอนกลับภูมิลำเนาตัวเองแล้วมีแต่คนมามุงดูตาฝรั่งเท่านั้นแหละ

แต่พอมาอยู่ย่านศิวิไลซ์แล้ว คนอื่นเค้าอาจจะมองว่า "อีนี่เป็นกะหรี่"ก็ได้

เชื่อดิ แล้วก็ทำเป็นไม่แคร์สื่ออีก

พวกหล่อนน่ะเสื่อมตั้งแต่ทำตัวเทสต์สูงไม่ดูหนังหน้าแล้ว

 

คนหัวโบราณบางคนเดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นว่า "บ้านไหนมีลูกสาว ต้องมีผัวฝรั่งให้พ่อแม่ชื่นใจ"

อยากจะบอกว่า "ฝรั่งเลวๆ เหี้ยๆ ก็มีอีกเยอะ"

อย่าเอาสบายเข้าว่า  แทนที่เราจะไปเอาแต่พึ่งฝรั่งตาน้ำข้าว

สู้เราทำงานเก็บตังค์เลี้ยงตัวเองกับครอบครัวไม่ดีกว่าเหรอ?

 

 

เรื่องสุดท้าย (บอกแล้วไงว่าฟาด 2 เรื่อง  หัวกำลังแล่นปร๋อ)

ความหวังดีที่เหมือนยัดเยียด

เรื่องนี้เพิ่งจะเจอนี่เอง 

บางทีความหวังดีอะไรหลายๆอย่าง ถ้าอีกฝ่ายไม่เต็มใจก็เหมือน "ยัดเยียด"

เรื่องที่คนอื่นเห็นว่าดี แต่เราไม่ต้องการนั่นแหละ

อยากจะปฏิเสธ แต่ก็กลัวโดนด่ากลับมา

เป็นแบบนี้บ่อยๆเข้าก็น่าเบื่อเหมือนกันนะ

พอเสนอความคิดเห็นของตัวเอง ก็โดนด่ากลับมา(อีกแล้ว)

 

คนเราเป็นกันซะอย่างงี้ก็เลยดูเหมือนว่าซีร็อกซ์กันได้แทกทุกเรื่อง 

ไม่เชื่อก็ลองสังเกตสิ 

 

ก็เป็นเพราะความหวังดีที่เหมือนยัดเยียดทั้งนั้นแหละ

1.สาวไทยบางนางมักมี ฟ.แฟน เป็นฝรั่งตาน้ำข้าว

* ในรายที่สาวไทยนางนั้นตัวเล็ก ผิวคล้ำ หน้าตาสวยแบบแปลกตามฉบับสาวที่ราบสูง

(งั้นเด็กรุ่นหลังแม่งก็ลูกครึ่งสิวะ)

2. สาวไทยบางนาง เวลาไปเคาท์เตอร์เครื่องสำอางค์ตามห้าง ลองไปติไป แต่ไม่ซื้อ

* พนักงานยืนเหงือกแห้งรอสาวนางนี้จะช่วยทำยอดขาย แต่ทำไม๊ ทำไมมันเอาแต่ติสินค้าชั้น

3. สาวไทยบางนาง พอแต่งงานแล้วชอบปล่อยตัว

* เพราะคิดว่าสามีคงไม่ไปไหนแล้วไง เป็นกันซะแบบนี้สิ สามีถึงได้แรดไปหาน้องหนูที่อื่น 555+

4. สาวไทยบางนาง เทสต์เรื่องแฟชั่นมักจะต่ำ

* เพราะหล่อนมัวแต่ไปดูแฟชั่นดาราแล้วลอกตามกันเหมือนถ่ายเอกสารนะสิ

ดารากว่าจะสวยเค้าต้องผ่านมีดผ่านเข็มกันมาเยอะ (กรณียกเว้นสำหรับสาวที่สวยมาตั้งแต่เกิด)

5.  สาวไทยบางนางมีสโลแกนว่า "ตัวตายไม่่ว่า ขอข้าเหมือนสาวเกาหลี"(ข้อนี้ร่ายยาว)

*  ยิ่งพวกนางๆที่มีอาชีพจำพวกขายหน้าตา นั้นแล เห็นหนุ่มๆชอบส่องกันนัก ส่องกันเข้าไปไม่ได้รู้เบื้องหลัง

เออลืมไป หนุ่มๆหลายนายก็ไม่สนใจเบื้องหลังของสาวๆนี่อยู่แล้ว กะขอเบอร์ต่อด้วยนัดไปกินข้าวอย่างเดียว

จะรู้มั๊ยว่าสาวๆพวกนี้ดูแลตัวเองยังไงก็ได้ ขอให้ข้าเหมือนสาวเกาหลีที่สุด 

ผิวจะขาวจนซีดประมาณผีดิบ (ผลพวงมาจากกลูต้า ว่าไปเถอะ ตัวเองก็กินเหมือนกัน)

ตานี่ก็ขอให้โตเข้าไปเถอะ (นี่ถ้ามีเลนส์ 20 มิลก็คงใส่ไปแล้ว)

ศัลยกรรมได้ก็ไปทำให้หมดแทบทั้งหน้า จนเหมือนถอดแบบกันมาทั้งงาน

หน่มน๊มก็เช่นกัน ถ้าทำได้ก็ไปทำ บางรายอยากให้ดูเหมือนธรรมชาติก็ไปหายากินยาทาให้ตู้มๆ (นี่ก็อยากอยู่)

บางนางก็ทำจนเว่อร์ ดูเหมือน "มนุษย์พลาสติก"

6. สาวไทยบางนางก็ตกเป็นทาสเกาหลีไปซะสนิท หรือไม่ก็เป็น "ติ่งหูเกาหลี"

ในรายที่หลายๆนางนั้นยังศึกษาเล่าเรียน  และคลั่งศิลปินเกาหลีเหลือใจ

การแสดงออกก็เห็นชัดอยู่แล้ว คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันเยอะ

ร้านไหนขายเครื่องสำอางค์หรือทำธุรกิจความงามต้องใช้รูป "ดาราเกาหลี" มาตกแต่งร้าน

 

เดี๋ยวมีต่อภาค 2 ค่ะ 

สิ่งเสื่อมๆแบบนี้ เชื่อว่าหลายท่านได้เจอชัวร์ๆ

แน่นอน ของอย่างงี้มันไม่เว้นชนชั้น 

จะยากดีมีจน แต่เจอคนสันดานแบบนี้ก็ไม่ไหวจะเคลียร์เหมือนกัน

 

ขอเล่าถึงเหตุการณ์แรกกันค่ะ

อย่าเพิ่งหาว่า "อีชะนีตัวนี้ก่อดราม่าอีกละ"

ใจเขาใจเราค่ะ เห็นใจบ้างอะไรบ้างก็ไม่ตายห่าหรอกนะคะ

 

วันนี้ขวัญและครอบครัวไปงานสัปดาห์หนังสือกันค่ะ 

ซึ่งงานแบบนี้คนก็เยอะอยู่แล้ว ยิ่งช่วงปิดเทอมนี่แหละ

หลังจากที่ขวัญพาน้องสาวกับแม่ไปเลือกหนังสือที่ถูกใจติดไม้ติดมือกันไปแล้ว

ก็ยังเหลือแต่ขวัญที่ยังไม่รู้จะซื้ออะไร 

แต่รู้แค่ว่ายังไม่มี  Black butler เล่ม 7

ขวัญเข้าไปหยิบหนังสือการ์ตูนเตรียมจะจ่างตังค์

มีอีชะนีคอนแวนต์ไหนไม่รู้แซวคิวจ่ายตังค์ไปหน้าตาเฉย 

จริงอยู่ที่หล่อนซื้อการ์ตูนยกเซ็ต แต่ขอความกรุณานิดนึงนะคะ

มารยาททางสังคม โรงเรียนอาจสอนไม่ถึง 

คิดว่า โคตรพ่อโคตรแม่คงสอน แต่ไม่จำลงในสมองอันเต็มไปด้วยเรื่องไร้สาระหรอกมั๊ง?

 

 

เหตุการณ์ต่อมา รู้สึกว่าจะผ่านมาตั้งนานแล้ว

แต่คิดว่าหลายท่านอาจจะได้เจอกันมาบ้าง 

เรื่องวิจารณ์เสื้อผ้าหน้าผมมันเป็นอะไรที่เรื้อรังมากสำหรับผู้หญิงอย่างเราๆ (ขวัญก็เป็น)

พวกเดียวกัน แต่งตัวแนวเดียวกัน วิจารณ์กันเองก็ไม่เท่าไหร่ ไม่ใช่ปัญหา

แต่ลองคิดในทางกลับกัน ถ้าผู้หญิงกลุ่มนึง มีสิ่งที่ชอบไม่เหมือนกัน 

ขอเอาเรื่องแต่งตัวมายกเป็นกรณีตัวอย่างก่อนแล้วกันเนอะ 

เอาเรื่องของตัวเองนี่แหละ ง่ายดี

ขวัญแต่งแนวร็อค คนนึงแต่งฮิปปี้ คนนึงแต่งแนวเกาหลี อีกคนหรูหราไฮโซ

ถ้าให้ไปเดินซื้อของก็คงตีกันตาย

เคยคุยกันครั้งนึงเรื่องเสื้อผ้า คุยกับเพื่อนที่แต่งฮิปปี้ว่า...

"ฮิปปี้เสื้อผ้าถูก ร็อคเสื้อผ้าแพง"  (แพงตรงที่บางชิ้นก็มีรายละเอียดเยอะ)

"ฮิปปี้ใส่ทองเหลือง ร็อคใส่สแตนเลส"  (ต่างกันตรงไหน โลหะเหมือนกัน)

"ฮิปปี้มีสีสัน ร็อคมีแต่สีดำ" (จะทำไมก็เรื่องของกูเส่ะ)

อย่าถามถึงบทสนทนาต่อจากนี้ แค่คุยกันเฉยๆก็แทบจะตีกัน

ชอบคนละอย่างกับเพื่อนก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่

 

แต่ปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่เคยตก คงจะเป็น*อีก้อยมั่วแนว

(*เราขอแทนคำว่า "สก๊อย" เป็น "อีก้อย" นะคะ)

ที่กล้าบอกว่าตัวเองเป็น พั้งค์ เจร็อค

ขวัญฟังเจร็อคแค่ 2 ปี ยังไม่กล้าเปิดเผยตัวตนออกสื่อขนาดนั้นเลย

ก่อนจะฟังเจร็อคก็ฟังเพลงวงร็อคฝั่งตะวันตกอยู่หลายวง 

เอาเพลงนี้ไปเป็นน้ำจิ้มก่อน

สารภาพตามตรงว่า "หันมาฟังเพลงร็อคต่างประเทศตั้งแต่อยู่ ปวช.1 เทอม 2"

ก่อนจะมาถึงจุดนี้ยังเรื้อน กะโหลกกะลาอยู่เลย

ทำเนียนกับพวก*ไอ้แวน ก็ยังได้สบายๆ (*ไอ้แวน = เด็กแว๊น)

ถามว่าตอนนี้ยังจะฟังวงร็อคของไทยอยู่มั๊ย  ก็ฟังนะ

แต่คงไม่บูชาห่าเหวอะไรขนาดนั้น ของดีๆมีอยู่ให้เห็นกันอีกเยอะ


มีเน็ตก็อย่ามัวแต่เล่น Hi5 โชว์เสี่ยว หาผัว หาหญิง

หาอะไรเป็นประโยชน์เข้าตัวบ้างอะไรบ้าง

 

โลกนี้จะได้สูงขึ้น 

 

Kurara Journal 039 : In the rainy night

posted on 29 Mar 2010 22:23 by kurara-visualkeigirl

คืนนี้ คืนที่ฝนตก

คืนที่ประเทศไทยมันจะมี 1 วัน 3 ฤดู

 

แต่สำหรับขวัญ ณ เวลานี้

ถือว่าเป็นเวลาอันแสนสงบ ที่ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา

หรือเพราะว่าชินกับตอนกลางคืนไปแล้วก็ไม่รู้

 

เวลาแบบนี้ อยากได้เบียร์ซักกระป๋องมาเสริมบรรยากาศ

แต่ยังห่วงสุขภาพตัวเอง กลัวว่าดื่มไปแล้วพุงจะป่องไปมากกว่าเดิม

(เรื่ื่องดื่มเหล้าก็มีคนรู้จักหลายๆคนได้ท้วงติงไว้เหมือนกัน เลิกไม่ได้ก็ดื่มตามโอกาสที่จำเป็นก็พอ)

 

เคยมีครั้งนึงที่ดื่มจัดจนอ้วกรอบบ้าน แม่กับน้องมาเห็นแล้วช่วยแทบไม่ทัน

เกือบได้มีเหตุการณ์พิสดารแบบ Hide X-Japan ซะแล้ว

ก่อนเมาตอนนั้นจำได้ว่าจะทำ "Rusty Nail"

(ค็อกเทลชนิดหนึ่งที่มีแค่ Whisky , Drambuie และผิวมะนาวฝาน)

แต่ตัวเองดันซื้อ แสงโสม 1 แบน , โซดา , น้ำแข็ง และมะนาวลูกเท่าขี้ตามดที่ตลาดแถวบ้าน

แก้วแรกยังใส่โซดาอยู่ รู้สึกว่ากำลังรอตากผ้าทำผม

แก้วสอง ใส่ผิวมะนาวฝาน ฝานไปฝานมามีเนื้อติดด้วย  เนื้อที่เหลือก็บีบเข้าปากซะ

ก่อนจะถึงแก้วสามก็เริ่มเดิมตุปัดตุเป๋ แต่ยังพยายามตากผ้าทำผมจนหมด

แก้วต่อมา วัดใจตัวเอง On the Rock แ_่งเลย

ต่อจากนั้นก็ไม่รู้ว่าตัวเองได้ทำอะไรลงไปบ้าง จำได้แค่หิ้วตัวเองไปนอนแล้วอ้วกลงข้างเตียง

ตื่นมาก็ยังแฮงค์เป็นชั่วโมง 

จนถึงตอนนี้ก็คงจะเข็ดกับแสงโสมไปอีกนาน

 

จบเรื่องเบียร์มาเป็นเรื่องอื่นดีกว่าค่ะ

 

เห็นรุ่นพี่คนนึงเคยบอกว่า "อย่างขวัญเป็นแฟชั่นดีไซน์เนอร์นี่แหละ เหมาะสุด"

ตอนนี้ขวัญก็ยังคิดว่าตัวเองแต่งตัวแปลกๆอยู่เลย 

บางวันก็ยังออกแบบเสื้อผ้าเป็นของตัวเอง ออกแบบมาแล้วแต่ยังไม่กล้าใส่ 

กางเกงหนังแบบ Yoshiki Blue blood งี้ (กางเกงหนังที่มีแถบลูกไม้ เห็นแล้วเซะกุซี่ที่สุด)

คอร์เซตหนังครึ่งตัวงั้ ทั้งๆที่ตัวเองก็อ้วนกลม 5555+

รองเท้าบู๊ตส้นเข็ม แต่เหมือนรองเท้าคอมแบต

ไว้วันไหนได้ตัดออกมาให้ตัวเองใส่แล้วจะหาโอกาสถ่าย Fashion Set บ้างค่ะ

 

^^

Kurara Journal 038 : กุลสตรีขาร็อค

posted on 22 Mar 2010 01:27 by kurara-visualkeigirl

 

ถักสไบเป็นของขวัญวันสงกรานต์ให้ยายแล้วเปิดเพลงนี้ฟัง

 

ช่างเข้ากันอะไรเช่นนี้  55555+

Kurara Journal 037 : A Witch

posted on 20 Mar 2010 23:56 by kurara-visualkeigirl

เคยได้ฉายาว่าเป็น "แม่มด"

สงสัยจะเห็นตอนแต่งหน้าจัดๆ ทาเล็บดำ ใช้แต่ของสีดำไปเรียนด้วยมั๊ง

โดนล้อมาเป็นร้อยเป็นพันฉายา มีอันนี้แหละที่ถูกใจที่สุด

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน 

Kurara Journal 036 : เรื่องวุ่นๆตอนทำสีผม

posted on 10 Mar 2010 23:53 by kurara-visualkeigirl

วันนี้ฤกษ์งาม แต่ยามไม่ดี

(ยามนั่งสัปหงกอยู่หน้าหมู่บ้าน ต้องมีกระทิงแดงกับกาแฟโด๊ปก่อนถึงจะทำงาน -*-)

ได้เวลาทำสีผมใหม่

จริงๆจะว่าทำสีผมใหม่ไม่ได้หรอก เติมสีมากกว่า

ทำครั้งแรกไม่คล่องมือ เงอะๆงะๆ นั่งแสบตาน้ำตาไหลเป็นชั่วโมง 

(เกี่ยวอะไรกับตาเหรอ? ก็ทำใกล้ตาแล้วลืมห่อฟอยล์ไง)

ทำครั้งนี้ก็เริ่มคล่องมือขึ้นมาบ้างแล้ว 

ซื้ออุปกรณ์มาทำเองด้วย จะได้ไม่ต้องไปขโมยของที่บ้านมาใช้

(จะบอกว่าตอนทำก็ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสนใจ จะมาเห็นอีกทีตอนทำเสร็จแล้ว)

เริ่มกัดสีใหม่ด้วยผงกัดดีแคชสีขาว

กัดไปกัดมาก็สีบลอนด์อ่อนดีๆนั่นแหละ ( - -")

หรือว่ามันยังไม่ถึงแล้วไปเอาออกก่อนก็ไม่รู้เนอะ

ต่อด้วยครีมเปลี่ยนสีผม "มิราเคิล" สีแดงโกเมน (ใครมีสีผมดีๆมาแนะนำจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งค่ะ)

ระหว่างทำสีก็นั่งเล่นอยู่หน้าคอมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เวลา

 

 

 หน้าตอนทำพิธี ฮามากกก~~~

เสร็จพิธีก็ไม่ได้แต่งหน้าอีก

จะบอกว่าตอนทำ... หัวแดง มือแดง เม้าส์แดง คีย์บอร์ดแดง แดงทั้งห้อง

ทำสีครั้งนี้ก็เริ่มชอบ เดี๋ยวคราวหลังหาสีสวยๆมาทำทั้งหัวบ้างดีกว่า

คราวนี้ก็มองเห็นข้อดีของลูกช่างเสริมสวยซะที

- รู้แหล่งซื้ออุปกรณ์เสริมสวยที่ขายถูกๆและคุณภาพดี (ของอย่างงี้ช่างเสริมสวยเค้ารู้กัน)

- จะหยิบจะจับอุปกรณ์เสริมสวยมาทำผมตัวเองก็คล่องมือ (ทำบ่อยๆจะได้เก่งๆ)

- กลายเป็นศิราณีเรื่องแฟชั่นโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

ต่อจากนี้จะให้ดูก่อนและหลังทำสีกันนะคะ

 

ก่อนทำ - สีผมซีดกระดำกระด่าง

ถ่ายตอนวันซ้อมใหญ่รับปริญญาที่ราม รับหน้าที่เป็นช่างภาพและพี่เลี้ยงเด็ก

หลังทำ - กลับมาแดงเหมือนเดิม (อันนี้ถ่ายโดยแฟลช ก่อนที่กล้องจะเสียคามือ)

 

พอรู้ว่ากล้องเสีย ตัวเองก็นั่งแทะถั่วปากอ้านั่งหน้าคอมอย่างสบายใจ (อ้าว!!!!!)